โครงการ “พัฒนาจิตเพื่อการดำรงชีวิตในการเรียนระดับอุดมศึกษา”


โครงการ “พัฒนาจิตเพื่อการดำรงชีวิตในการเรียนระดับอุดมศึกษา”
โครงการ  “พัฒนาจิตเพื่อการดำรงชีวิตในการเรียนระดับอุดมศึกษา”  width=

รายละเอียดข่าว

                เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2554 ณ ห้องประชุม D – 415 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “พัฒนาจิตเพื่อการดำรงชีวิตในการเรียนระดับอุดมศึกษา” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดโครงการ และ อาจารย์ ดร.พชรวิทย์ จันทร์ศิริสิร ผู้อำนวยการสำนักศึกษาทั่วไป กล่าวรายงาน โดยได้กราบนิมนต์พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร พระนักเผยแผ่ธรรมะร่วมสมัย เจ้าของผลงาน ธรรมะเดลิเวอรี่ เป็นพระวิทยากรมาให้ความรู้แก่นิสิตและผู้สนใจในธรรมะ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริม พัฒนาทัศนคติในการดำเนินชีวิตของนิสิต ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขบนรากฐานของการมีคุณธรรม จริยธรรม การประพฤติปฏิบัติดี รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่นตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อสังคม
โดยในวันนี้ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ได้บรรยายธรรม สอนธรรมะ ในเรื่องต่างๆ สรุปประเด็นได้ดังนี้ หลักการครองตน ครองคน และครองงาน

1.การครองตน หรือการบริหารตนเอง จะต้องปฏิบัติตนเองเป็นสมาชิกที่ดีมีคุณค่าต่อสังคม และเป็นแบบอย่างที่ดี สามารถนำหมู่ชน และสังคมไปสู่ความสันติสุข ต้องครองตนไว้ในที่สูง น่าเคารพนับถือ โดยอาศัยหลักสัปปุริสะธรรม 7 คือ

1. การรู้หลัก และรู้จักเหตุผล คือ การรู้หลักการและกฏเกณฑ์ทั้งหลาย ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินกิจกรรมต่างๆ รู้เข้าใจสิ่งที่คนจะต้องประพฤติ ปฏิบัติ ตามเหตุผล เช่น รู้ว่า ตำแหน่ง ฐานะ อาชีพ และการงานของตน มีหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างไร จึงจะบรรลุผลสำเร็จ ที่เป็นไปตามหน้าที่ และความรับผิดชอบนั้นๆ

2. รู้ความมุ่งหมาย และรู้จักผล คือ การรู้ความหมาย และความมุ่งหมายของหลักการที่ตนปฏิบัติ เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจการที่ตนกระทำ รู้ว่าที่ตนทำอย่างนั้น ดำเนินชีวิตอย่างนั้นเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร หรือควรจะบรรลุถึงผลอะไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดอะไรบ้าง เป็นผลดีหรือผลเสียอย่างไร เป็นต้น ตลอดจนถึงขั้นสูงสุดคือรู้ความหมายของคติธรรม และจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิต

3. รู้จักตน คือ การรู้ถึงความสามารถ ความถนัด กำลังความรู้ ตลอดจนนิสัยใจคอของตนเอง เป็นต้น บัดนี้เป็นอย่างไร เท่าไร แล้วประพฤติตนให้เหมาะสม เพื่อผลดีแท้จริงที่พึงต้องการ

4. รู้จักประมาณ คือ การรู้จักพอดี เช่น รู้จักประมาณในการบริโภค ในการใช้จ่ายทรัพย์สิน รู้จักความเหมาะสมพอดี ในการพูด การปฏิบัติกิจ และทำการต่าง ๆ ตลอดจนการพักผ่อน นอนหลับ และการสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย กระทำการทุกอย่างด้วยความเข้าใจวัตถุประสงค์ มิใช่เพียงเพื่อความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจตนเอง แต่ทำตามความพอดีของปัจจัยทั้งหลายที่ลงตัว

5. รู้กาล คือ การรู้จักกาลเวลาอันเหมาะสมที่ใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน เช่น รู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร อย่างไร และทำให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้ถูกเวลา และเหมาะเวลา ตลอดจนรู้จักกะเวลา และวางแผนการใช้เวลาอย่างได้ผล

6. รู้ชุมชน คือ การรู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมชน ตลอดจนรู้จักวางตัวต่อชุมชน ว่าประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับสังคมนั้น

7. รู้บุคคล คือ การรู้จัก และเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล รู้จักคนที่พบปะสนทนา หรือทำงานด้วยว่าเป็นคนอย่างไร และรู้จักที่จะปฏิบัติตัวต่อบุคคลอื่นได้อย่างเหมาะสม เช่น คบหาสมาคม ยกย่อง ตำหนิ หรือแนะนำสั่งสอนอย่างไรจึงจะเกิดผลดี

2. หลักการครองคน หมายถึง หลักธรรมประจำใจที่จะผูกใจผู้อื่นให้สมัครรักใคร่ นับถือกัน สนิทสนมกลมเกลียวกัน ให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตามฐานะ พุทธศาสนสุภาษิต ททํ ปิโย โหติ ภชนฺติ นํ พ ที่ว่า “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากย่อมคบเขา”

3. การครองงาน คือ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จ และความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่กิจการงาน หรือในอาชีพโดยชอบธรรมในที่นี้ ก็คือ ความเป็นผู้มีอิทธิบาทธรรม 4 ประการ ได้แก่
1. ฉันทะ ความรักงาน คือ
2. วิริยะ ความเพียร
3. จิตตะ ความเป็นผู้มีใจจดจ่ออยู่กับการงาน
4. วิมังสา ความเป็นผู้รู้จักพิจารณาเหตุสังเกตผล

นอกจากนี้ ยังมีข้อคิด ควรยึดปฏิบัติ สำหรับกำกับชีวิตตนเอง ตามหลักธรรม ที่เรียกว่า ฆราวาสธรรม 4 ได้แก่
1. สัจจะ ความจริง คือ ดำรงมั่นในสัจจะ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริงทำจริง และทำอะไรก็ให้เชื่อถือไว้วางใจได้
2. ทมะ ฝึกตน คือ การบังคับควบคุมตนเองได้ รู้จักปรับตัว และแก้ไขปรับปรุงตนเองให้ก้าวหน้า ดีงาม ยิ่งขึ้นอยู่เสมอ
3. ขันติ อดทน คือ มุ่งมั่นทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เข้มแข็งอดทน ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและความยากลำบาก มั่นคงในจุดหมาย ไม่ท้อถอย พยายามอยู่ตลอดเวลา
4. จาคะ เสียสละ คือ ความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อผู้อื่น รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สละโลภ ละทิฐิมานะได้ ร่วมงานกับคนอื่นได้ ไม่ใจแคบ เห็นแก่ตัว หรือเอาแต่ใจตนเอง

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ได้บรรยายธรรมะ เป็นข้อคิดสอนใจ ด้วยมีเทคนิค เทศนาลีลา โดดเด่นเป็นที่จับจิตจับใจผู้ฟัง ที่ได้ทั้งธรรมะบันเทิงและสาระแปลกตาแปลกใจ ฟังแล้วชีวิตมีชีวา

ท่านสามารถนำเรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ๆ ตัวมาพูดเป็นธรรมะสอนให้นิสิต และผู้รับฟัง ได้เห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องเข้าใจยาก สอดแทรกข้อมูลผนวกเข้าไปแบบเราไม่รู้ตัว ทั้งครอบครัว วัยรุ่น สังคม การเมือง ซึ่งในครั้งนี้ นิสิต และผู้เข้าร่วมรับฟัง จึงได้ทั้งข้อคิด และความสนุกสนานตลอดการบรรยายธรรมะ ตลอด 3 ชั่วโมง

คำสำคัญ :
   
 
ภาพ/ข่าว : ช่อลัดดา   คำธานี  
บันทึกข้อมูล 03-06-2011  
 
ผู้อนุมัติ : ว่าที่ ร.ต. กฤษฎา   ศักดิ์คำดวง  
หัวหน้ากลุ่มงานสารสนเทศ
 
..................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
 

ประมวลภาพ